วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 Feb: ปฎิรูป..ไทย


วันนี้สอนมลพิษสวล. แต่ก็คุยเล่าเรื่องสารพัดให้นักศึกษาฟัง สอนคุณธรรมจริยธรรม จิตสาธารณะ สำนึกดี ชั่ว การโกงกินในระบบราชการ หน่วยงานบางหน่วยงานที่รวมพวกชั่วไว้ด้วยกัน การรีดไถ ในหลายรูปแบบ

คืนนี้ดูการปราศรัยที่เวทีปทุมวัน ที่มีแทนคุณ ดำเนินรายการ และมีผู้อภิปราย 2 คน อ.อานนท์ คุยเรื่องปฎิรูปโครงสร้างตำรวจ คุยวิจารณ์การรีดไถ ปัญหาของตำรวจไทย มีตอนหนึ่ง ผู้อภิปราย พูดถึงตำรวจดีต้องเป็นอย่างไร ต้องเน้นเรื่องจริยธรรมตำรวจ ซึ่งต้องมีการอบรมบ่มอย่างดี และวิจารณ์เสนอเรื่องอำนาจของตำรวจ ฯ หลายเรื่องมาก เช่น พวกมีอำนาจเต็มขั้น คอรับชั่นเต็มที่  พูดเรื่องเงินเดือนของพวกนี้ พูดถึงการรับสินบน ฯ ฟังทุกหัวข้อไม่มีอะไรดีเลย มีไว้ทำอะไร เขาก็ท้าวความกำเนินตำรวจสมัยแรกเริ่มว่ามาจากยาม ยามเฝ้าสถานที่ต่างๆที่เรียกว่าแขกยาม แล้วค่อยพัฒนามา

...ฟังแล้วนึกถึงตำรวจคนหนึ่งที่เบียดเบียนครอบครัวเพื่อนเราและเราด้วย ที่มีอดีตเคยเป็นตำรวจเฝ้ายามหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ต่อมาก็พัฒนาตัวเองหาเงินได้ด้วยวิธีเฉพาะตัว ตั้งแต่เศษเงินจาก..ที่ขึ้นโรงแรม การเริ่มต้นชีวิตบาปก็เริ่มต้น พลิกผันตัวเองกระทั่งเข้าหาครอบครัวที่มีคนแก่ มีเงิน ใช้ความพยายามวางแผนทุกอย่างหลายปี เปลี่ยนจากการรีดไถมาเป็น คนเข้าออกในบ้านเอาภรรยามาสร้างภาพ จนคนแก่หลง แล้วก็เริ่มแผนการทุกอย่าง หลายการกระทำก็สงสัยว่าทำได้ยังไง ทำไมสร้างเรื่องเท็จได้เก่ง มีความพยายามทำชั่วสร้างเรื่องทุกทาง เราและเพื่อนหลายๆคนที่รู้เรื่องก็นั่งเฝ้ามองตาม เพราะเราเล่าเป็นแบบนิทานนิยายน้ำเน่าให้ทุกคนฟัง และบอกให้ระวังพวกตำรวจที่เข้ามาในครอบครัวแต่ทำตัวเป็นโจรมาหลอกคนแก่ให้ไว้ใจ สำหรับเราเราไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะสงสารที่พวกเขาคงขาดแคลน คงถูกเลี้ยงดูมาจากการไม่ได้สั่งสอน ไม่มีความพอเพียงจึงเกิดความโลภ ต้องหาเงินบาปเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัว ซื้อรถ คอนโด บ้านหลายหลัง ฯ ส่งลูกชายเรียนอเมริกา (หาวิธีการพิเศษ..จนได้สิทธิ) ลูกสาวคงจบธรรมศาสตร์แล้ว ค่าใช้จ่ายที่มากเกินเงินเดือนปกติ จึงต้องใช้ชีวิตเป็นปลิงในช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นก็แปลงร่างเป็นดาวไถ หลังจากไม่สำเร็จก็กลายเป็น.(. ที่เขาให้ฉายาในตอนนี้)  เพื่อนเราและเราก็คงนั่งเฝ้ามองกรรมที่พวกเขาก่อไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อน คิดแล้วบางทีก็ดี ไม่งั้นเราคงไม่ได้ฝึกตัวเองจนได้ขนาดนี้ ดังที่เขาว่าไว้ มารไม่มี บารมีไม่เกิด แต่เราก็ยังคงทำบุญ อุทิศบุญให้พวกเขาเสมอ ให้เขารู้สึกอิ่ม พอ สำนึกดี จะได้ลดกรรมที่พวกเขาเคยทำกับแม่เราให้น้อยลง นรกก็อยู่ในใจเขา เหมือนที่หลวงพ่อในป่าเคยบอกไว้ ว่าเมื่อถึงเวลานั้นสิ่งที่พวกเขาและลูกจะได้รับนั้นน่ากลัวนัก  กรรมย่อมติดตามผู้ก่ออกุศลกรรมเสมอ เพียงแต่เรารักษาจิตของเราให้ปกติสุขเป็นพอ และก็ขอให้พวกเขามีความ "สุขเกษม " จริงๆ จะได้ไม่ไปเบียดเบียนใครอื่นอีก (อาจได้เหยื่อรายใหม่แล้วตอนนี้ หุหุ)

 ถ้ามีการปฎิรูปใหม่ ตำรวจมีการถูกอบรม เปลี่ยนบทบาท หลายอย่าง ก็จะได้มีตำรวจดีๆ ไม่ต้องเป็นปลิง เป็นดาวไถ เป็น...จะได้เป็นคนกันเสียที ชีวิตพวกเขาก็จะไม่รู้สึกอดหรือขาดแคลนอีกต่อไป ไม่เป็นที่รังเกียจดังเช้นปัจจุบันนี้

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

9 Feb: รอปาฎิหารย์

Please ! Yingluck


วันนี้ตื่นรวดเดียว พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว มองออกไปริมน้ำสงบเย็น  เพลินไปดึงจิตกลับมาสู่ปัจจุบัน ......

ช่วงนี้ฟังข่าวชาวนาจากหลายๆทาง เมื่อคืนเห็นชาวนาผู้หญิงคนหนึ่งออกมายืนบนเวทีร้องไห้ไปพูดไป ฟังแล้วเศร้านัก "บ้านฉันมีมะละกออยู่สองต้น เอามาตำกินหมดแล้ว จนไม่มีอะไรจะกินแล้ว คุณมีลูก ลูกคุณตื่นมามีกิน แต่ลูกฉันตื่นมาไม่มีอะไรจะกินแล้ว เอาเงินคืนมาให้ชาวนาเถอะ"  มีหลายเวทีพูดว่า "ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลกที่โกงชาวนา" เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ดูภาพข้างต้นคงไม่ต้องอธิบายคำพูดของชาวนา

ยายเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กว่าครอบครัวยายที่เมืองจีนทำนา ยายจะเล่านับครั้งไม่ถ้วนให้เราฟังถึงชีวิตชาวนา ที่ลำบาก ต้องอดทน เหนื่อยยาก แต่มีความสุขตอนเก็บเกี่ยวที่มาช่วยกัน และยายต้องเลี้ยงควาย นั่นเป็นที่มาที่ยายไม่กินเนื้อวัว ควาย และไม่อนุญาตให้เอาเข้ามาในบ้าน เมื่อเราโตขึ้น ยายเล่าสาเหตุที่ยายไม่กินเนื้อวัว เพราะยายสงสารควายที่มันทำงานหนัก (แต่เรากับแม่กิน เรากินเมื่อม่าม้าพาไปกินเท่านั้น) เมื่อเราเรียนจบมหาวิทยาลัย นับถือเจ้าแม่กวนอิมจึงตั้งสัจจะเลิกกินเนื้อวัวตลอดชีวิตตั้งแต่นั้นมา....

เราไม่เข้าใจคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจำนำข้าวชาวนา ครั้งนี้เราคิดว่าคนของรัฐ คนดำเนินการมีคนเกี่ยวข้องเป็นพันคนที่มีส่วนในการโกง คิดชั่ว ทำชั่ว กระทั่งพวกเพิกเฉยทั้งที่รู้ ว่าใครโกง โกงอย่างไร บาปกรรมทั้งนั้น กรรมหนักด้วยเพราะทำกับผู้ทำงานบริสุทธิ์ ยากจน และที่สำคัญเขาคือผู้มีพระคุณไม่ว่าจะคิดว่าเขาก็ทำงานเพื่อเงิน แต่เขาคือกระดูกสันหลังของชาติ ไม่มีพวกเขาเราจะเอาข้าวอร่อยๆที่ไหนกิน ต้องสั่งซื้อข้าวตปท.มากินให้เสียชาติเกษตรกรรมหรืออย่างไร

คนที่มีหน้าที่ แล้วเพิกเฉย รอเวลาสำหรับต่อรองอะไรบางอย่าง ก็ติดบาป เพราะหากมีทางใดที่รีบช่วยชาวนาได้ ต้องรีบทำ เป็นสิ่งที่ชัดเจนสำหรับการเข้าใจว่าการโกงของรํฐบาลบาลนี้เป็นสิ่งที่เห็นชัดที่สุด ชั่วชนิดไม่ต้องมีข้อสงสัย เหลือแต่ผู้มีหน้าที่ ท่านจะทำงานของท่านด้วยจิตสำนึกของเมตตา กรุณา ที่ต้องมีในผู้ที่เป็นมนุษย์ เพราะสัตว์เดรัจฉานยังรู้จักบุญคุณ รู้จักเมตตา รู้จักแบ่งปัน ที่สำคัญมันรู้จักอาย (ดูจากหมา และนกที่บ้าน ชัดเจน)

ก็หวังว่างานนี้ ทุกๆวันที่มีทั้งชาวนา และประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐคืนเงินให้พวกชาวนาคนจนทั้งหลาย ที่ค้างเขามา 6 เดือนแล้ว (เขาจะเอาอะไรกิน) จะมีปาฎิหารย์ให้ดลบันดาลให้มีคนกลับใจหันมารีบทำในสิ่งถูกต้อง คืนความเป็นธรรมให้สังคมจริงๆเสียที

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

8 Feb: เมื่อเวลานั้นมาถึง..



เช้าตื่นสายเล็กน้อย (06.10 am ) วันนี้มีหลายเรื่อง พระอาจารย์ไปนครฯ เมื่อคืนได้รับข่าวคุณขาวเสียชีวิต เธอเพิ่งเข้ารพ.ได้ไม่ถึงเดือน ก็จากไปด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ลามเข้ากระดูก เมื่อก่อนปีใหม่ยังนั่งคุยกันที่วัด ยังจำภาพนั้นได้อยู่เลย ยังวางแผนกันว่าวันหนึ่งจะไปศรีลังกากัน ..เธอไม่รู้ตัวมาก่อน เมื่อตรวจ ก็เป็นระยะสุดท้ายแล้ว สำหรับเราแล้วใจหาย แต่ก็นึกว่าเป็นโชคดีที่เธอไม่ต้องอยู่นานทรมาณกับการรับคีโม เธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการพระมาตลอด จัดทัวร์ไปอินเดีย และเมื่อวัดมีงานเมื่อเธอมีเวลาก็เคยมาช่วยงานเช่นกัน เธอเป็นคนที่ทำบุญมิได้ขาดคนหนึ่ง ที่เราจำได้ดีคือเธอมักจะเอาใบชาจีนมาถวายพระเสมอ แม้ว่าเราจะรู้จักเธอไม่นาน แต่พี่เขามีอัธยาศัยดี ทักทายจนเราจำเธอได้ และมารู้ภายหลังว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับดร.ติ่ง วันนี้เวลานั้นมาถึงพี่เขา...และวันนั้นก็จะมาถึงเราและทุกคนที่ได้เกิดมา ไม่ช้าก็เร็ว จงใชัชีวิตที่เหลือด้วยความไม่ประมาท เดินไปในเส้นทางแห่งกุศล ก็เป็นชีวิตที่สุขแท้

ขอคุณขาวสู่สุคติภพด้วยผลบุญที่ได้ทำมาด้วยเทอญ..ชีวิตคนเราก็แค่นี้....แค่นี้จริงๆ แค่ลมหายใจ

วันนี้เขียนเพื่อระลึกถึง Yiching อันเป็นที่รัก
http://meecorner2.blogspot.com/2014/02/yiching.html

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

7 Feb: สำนึกดี



วันนี้ได้ยินรายการในโทรทัศน์ช่องหนึ่งพูดว่า "คนดีถูกเนรเทศ คนเลวได้นิรโทษ"  เศร้านะ..ไม่เป็นไรยังไงยังคงเชื่อกฎแห่งกรรมที่ไม่มีใครหนีพ้น ช้าหรือเร็วเท่านั้น
 สองสามวันนี้ได้ยินคำกล่าวของคุณสาธิต เซกัล.....

นายสาธิต เซลัล ประธานหอการค้าไทย- อินเดีย ที่ถูกศรส. ผอ.ศรส. ออกคำสั่งเนรเทศ .... ได้พูดตอนหนึ่งว่า พ่อแม่สั่งสอนเราอาศัยแผ่นดินไทย อย่าเนรคุณ อย่าลืมบุญคุณที่อาศัยอยู่ ผมเริ่มคิด เราจะทำอย่างไรที่จะตอบแทนในหลวง ตั้งแต่อายุ 22 ปี ผมทำงานเทิดทูนปกป้องพระมหากษัตริย์ โดยตลอด.... อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ivMhJ8   เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ เราดูด้วยความเข้าใจความรู้สึก และเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาพูด....เพราะทันทีที่เขาพูดเรานึกถึงคำพูดของยายที่พูดสอนเราเสมอทุกครั้งที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของก๋งและยายว่าท่านลำบากอย่างไรในวัยหนุ่มสาว ยายมาจากเมืองจีน แต่ก๋งอยู่เมืองไทย (แต่เราเรียกสลับกัน) ยายจะบอกเสมอว่าคนจีนอพยพหนีคอมมิวนิสต์มาอยู่ไทยนั่งเรือหนีมา เสื่อผืนหมอนใบ มาอาศัยหางานทำที่เมืองไทย ยายจึงสอนให้เราขยัน อดทน และที่สำคัญคือคำว่า "กตัญญู" สอนให้รู้คุณแผ่นดิน ต้องทำประโยชน์ให้แผ่นดิน และก๋งยายจึงขีดเส้นทางชีวิตเราให้รับราชการเท่านั้นเพราะถือว่าได้รับใช้แผ่นดิน เป็นข้าของหลวง (นั่นเป็นความรู้สึก ความเชื่อของคนรุ่นก่อน) คนจีนถือกตัญญูเป็นใหญ่ และฝังหัวลูกหลาน เราจึงต้องรับราชการตามความต้องการของก๋งยาย ดังนั้นคนจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ในอดีตจะสอนลูกหลานเสมอ....... เราก็ไม่รู้ว่าจะมีคนที่ไม่สั่งสอนลูกหลาน จนโกงบ้านกินเมือง ทำนาบนหลังคน อกตัญญูแผ่นดิน ได้ยังไง หรือสั่งสอนแต่ไม่รักดีไม่จำ หรือไม่ก็ผ่าเหล่า DNA ไม่ดี เลยทำสิ่งชั่วแล้วไม่มีสำนึก แต่ก็ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าก็คือพวกที่ตัวเป็นไทย ใจเป็นทาส น่าสงสารไม่แยกแยะดีชั่ว เอาผลประโยชน์ตัว แผ่นดิน เพื่อนร่วมชาติจะเป็นยังไงช่างหัวมัน พวกนี้เป็นคนน่าสงสาร อุตส่าห์ได้โอกาสเกิดเป็นคน แต่ไม่พัฒนาจิตใจให้เป็นมนุษย์ มีบางคนเคยกล่าวเช่นเดียวกันว่า สำนึกดีถ่ายทอดไม่ได้ทาง DNA แต่มันต้องมาจากการอบรมสั่งสอนจริงๆ หุหุ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

6 Feb: คนโกหก

 
 
 
(อ่านแล้วเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เดินผิดทางกันเถอะนะ หากเดินถูกทางแล้ว ให้มั่นใจเดินต่อไป)


เช้าไปตักบาตร วันนี้อุทิศให้ yiching และทุกคนที่เสียชีวิตจากการเสียสละในการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของแผ่นดิน.....
 
วันนี้ได้รับข่าวส่งมาเกี่ยวกับโรค psychopath ..pseudologia fantastica คงส่งทั่วแล้วในโลกออนไลน์ ที่มีการวิเคราะห์อาการของคนๆหนึ่งที่กำลังไม่เป็นที่ต้องการของสังคมคนดีขณะนี้.....เลยสงสัย อยากอ่านเพิ่ม อ่านแล้วจึงนึกออกถึงบางอ้อ !! ที่เคยสงสัยว่าทำไมคู่ภรรยาสามี(ในเครื่องแบบ ที่เขาเพิ่งเปลี่ยนตราให้) ที่เบียดเบียนเราอยู่ตอนนี้ด้วยวิบากกรรมที่แม่ทำไว้ ทำไมเขาถึงได้โกหก กล่าวเท็จ เขียนคำเท็จได้มากมายซ้ำซากอีกต่างหากเพราะอ่านแล้วขำทุกครั้ง บางครั้งก็สงสารพวกเขาว่าต้องใช้ความพยายามมากไหมในการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมา เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้วทำให้พอเข้าใจพวกเขามากขึ้น ว่าที่แท้พวกเขาเป็นโรค......(ลองอ่านดู)  เราเลยรู้สึกสงสาร เวทนาพวกเขามากขึ้นอีก แต่ไม่มีใครรักษาพวกเขาได้ นอกจากกฎแห่งกรรมจะจัดสรรให้ครอบครัวเขาเอง
 

ย่อเอามาจาก เรื่องของคนโกหก...ความจริงที่ควรรู้ โดย

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์

 โกหก...เพราะจิตป่วยหรือจิตป่วน

พวกป่วยเป็นโรคจิตเวช ป่วยเป็นโรคจิต คนที่ป่วยแบบนี้ เวลาที่มีอาการหลงผิด ก็มักจะมีความคิด ความเข้าใจไปตามอาการหลงผิด (delusion) ของตัวเอง ส่วนใหญ่ก็เล่าเรื่องและคล้อยตามความคิดที่ผิดปกติไปเรื่อยๆ ในขณะนั้น ดูเหมือนเป็นการพูดโกหก  น่าจะเรียกว่า พูดเรื่องที่ไม่จริงเสียมากกว่า(ซึ่งไม่ได้เป็นการเจตนา) หากมีใครขัดใจหรือใครจะมาลบล้างคงไม่ได้ และจะรู้สึกโกรธและไม่พอใจ

คนชอบโกหกกับสิบแปดมงกุฏ

กรณีนี้คงเป็นกรณีที่พบมากที่สุดในสังคมไทย (สามีภรรยาคู่นั้นน่าเป็นกรณีนี้มากกว่า ..18 มงกุฎ :)

Pseudologia Fantastica เป็นคำที่ใช้กันวงการจิตเวชและจิตวิทยา เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของมนุษย์ในการบอกกล่าวเล่าเรื่องต่างๆตามที่ตนเองเข้าใจหรือต้องการให้เป็นอย่างนั้น การพูดเรื่องราวต่างๆที่ไม่เป็นความจริงกรอกหูตนเองอยู่ซ้ำๆบ่อยๆ บางคนใช้วิธีการแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต จนในที่สุดคนคนนั้นก็จะคิดว่าเรื่องที่ตนเองพูดโกหกอยู่นั้นเกิดขึ้นจริงๆและเป็นเรื่องจริง หากพูดออกสู่สาธารณะ ก็จะทำให้คนในสังคมเชื่อว่าเรื่องโกหกนั้นเป็นเรื่องจริงในที่สุด

แต่ทั้งนี้หากมีการพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมายแล้วเป็นเรื่องไม่จริงก็ต้องรับโทษในที่สุด วิธีการแบบนี้พบได้มากในกลุ่มคนที่เป็น Psychopath หรือ Sociopath เรียกง่ายๆว่า "สันดานโจร" นั่นเอง และไม่มีการเลือกชั้นวรรณะ การศึกษา และฐานะทางสังคม สามารถพบได้ทั่วไป ที่สำคัญที่สุดคือ "ไม่ได้เป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวช" เพื่อใช้ในการลดหย่อนหรือเป็นข้ออ้างในการไม่ต้องรับโทษ

หากเราเชื่อว่าเวรกรรมมีจริงนั้น จะเห็นได้ว่าการโกหกต้องใช้พลังงานในการสร้างเรื่องราวต่างๆอย่างมากมายมหาศาลและต้องอาศัยความจำและสมาธิอย่างมากในการให้เรื่องราวปะติดปะต่อกันได้เหมือนในบทละครน้ำเน่าทั้งหลาย แต่ในที่สุดมักจะพลาดจนมุม เพราะการโกหกมากๆจนเรื่องราวบานปลายออกไปนั้นมักจะทำให้สิ่งที่ไม่สามารถจะเป็นจริงได้โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนหลายคนที่แม้ว่าพยายามจะหลอกคนอื่นแล้วไม่สำเร็จ ก็เลยใช้กลไกทางจิตชนิดที่เรียกว่า Pseudologia Fantastica ในการหลอกตัวเองก่อนและพ่วงด้วยการหลอกผู้อื่นด้วย
 
ทำแบบนี้แล้วจะ "สุขเกษม" ได้อย่างไรเนาะ หุหุ

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

5 Feb: สุขเทียม


เช้าวันนี้ขอตื่นสาย หุหุ  ไปมหาวิทยาลัย คืนหนังสือห้องสมุดจำนวนมาก ยกซะแขนเมื่อยไปหมด ยุคนี้ต้องดูแลตัวเอง ไม่ต้องหวังให้นักศึกษามาถามว่า "อจ.คะช่วยยกมั้ยคะ" การไม่คาดหวังอะไรจากใครทำให้ไม่ต้องผิดหวังและเป็นอิสระ สมัยก่อนเราเป็นแบบไทยๆ ถูกสอนให้มีน้ำใจ ช่วยคนอื่นโดยเฉพาะผู้อาวุโส ตอนอยู่กรุงเทพเลยต้องยืนรถเมล์มากกว่านั่งเพราะเจอคนแก่ เด็ก ยืนให้หมดจนไม่ได้นั่งหุหุ เจออจ.ในมหาวิทยาลัยก็ช่วยถือของเป็นเจ้าประจำ

..ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยน คนจิตกระด้างมากขึ้น ไม่ว่าด้วยพ่อแม่ไม่มีเวลาสั่งสอน หรือคุยด้วย หรือเศรษฐกิจที่บีบรัด จนต้องปากกัดตีนถีบ ทำงานในเวลา นอกเวลา เพิ่มรอบพิเศษตัวเป็นเกลียว เพื่อเอามาผ่อนหนี้สารพัด ค่ารถใหม่ป้ายแดง โทรศัพท์มือถือที่ต้องเปลี่ยนตามสมัย กระเป๋า รองเท้าแฟชั่น เสื้อผ้านำสมัยต่างๆ เครื่องประดับที่ต้องห้อยแขวนตามชุด ฯ เลยต้องหาเงินให้พอกับกิเลส ได้ซื้อก็มีความสุขขณะซื้อ และก็ทำงานผ่อนความสุขนั้นต่อไป (ยังไงก็ดีกว่าพวกที่ต้องรีดไถ โกง เบียดเบียนชาวบ้าน) ..สรุปผ่อนทั้งชีวิต ทำให้นึกถึงคำพูดในภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่พูดว่า "เราทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับอนาคต จนไม่มีความสุขในปัจจุบัน" เป็นเรื่องครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานหนักจนไม่มีใครมีเวลาให้ใครทั้งปี พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นหมอ ออกจากบ้านเช้าตรู่ กลับค่ำ  แล้วรอเวลาวันหยุดเทศกาลเพื่อจะไปเที่ยวพร้อมกัน ซึ่งลูกไม่ได้ต้องการเช่นนั้น เขาต้องการความรัก เข้าใจ อบอุ่น ในทุกๆวันที่สามารถมีให้แก่กันได้ ....จนเกิดปัญหามากมาย ท้ายสุดพ่อแม่เกือบเสียลูกไป ก็ปรับตัวหาเวลาอยู่กับบ้านอยู่กับลูกในบ้านในวันหยุด แทนที่จะออกไปเที่ยวต่างประเทศตามที่วางแผนไว้ เป็นความสุขแบบง่ายๆ ที่อบอุ่น..เราขยายความคิดนี้ให้เพื่อน รุ่นน้องๆหลายคนแล้ว เพราะยุคนี้วัตถุนิยมมาก จนมีแต่ความสุขเทียมๆเต็มไปหมด บางคนก็ต้องก่อบาปสร้างกรรมเบียดเบียน หาเงินโดยวิธีแปลกๆ ผิดทำนองคลองธรรม เพื่อความสุขเทียมสั้นๆเท่านั้น ไม่สามารถ"สุขเกษม" จริงๆ ได้เลย เงินบาปเลี้ยงลูกให้ดีไม่ได้ อย่าลืมกันนะจ๊ะ ..ชีวิตดีๆ ไม่ต้องมีทุกอย่าง  อย่าโลภกันนักเลย มันไม่มีสุขจริงหรอกจ๊ะ หุหุ

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

4 Feb: อย่าประมาทกับชีวิต


 
วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ เป็นวันมะเร็งโลก
 
เช้าไปตักบาตรให้ yiching อุทิศบุญให้ถึงทั้ง Yiching และ ชาบู

บ่ายช่างแอร์มาซ่อมแอร์ทั้งห้องพักอาจารย์และห้องเรียนที่เสียมาเป็นเดือน บางห้องเกือบปีแล้ว ....คุยกับดร.กรณ์ สุเชฐ และจนท.บางคน หลายเรื่องราวล้วนน่าเหนื่อยใจ สังคมคนรุ่นใหม่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องปล่อยกันไปเพราะเราก็ไม่ไช่พ่อแม่ญาติที่จะไปตักเตือน แนะกันได้ หากพ่อแม่พวกเขาสอนก็คงไม่เป็นอย่างที่เห็น หรือที่เป็น ผลประโยชน์ตนมาก่อน ไม่ว่าทางตรงหรืออ้อมก็ไม่ปฎิเสธ คว้าไว้ก่อน ผลประโยชน์เด็กหรือการศึกษาไว้ทีหลัง เป็นแบบนี้ไปหมด เสียดายบางคนมีการศึกษาที่ดีมาก เหนือหลายๆคน แต่สุดท้ายความเห็นแก่ตัว ความเป็นผู้ยืนเท้าติดดินหนักแน่นในความถูกต้องก็สั่นคลอน ....อันนี้เราก็บอกว่าไม่นานทุกคนจะได้รับผลจากสิ่งที่เขาทำ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม รอเวลา..ระบอบทักษิณจะทำงานของมันเอง

เมื่อวันนี้เป็นวันมะเร็งโลก เราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนรู้มากน้อยแค่ไหน แต่มะเร็งเป็นสถิติการตายอันดับ 1 ของไทยไปแล้ว การตายนี้มีทุกวัยไม่เลือกว่าต้องแก่ หรือไกล้แก่ เพราะตั้งแต่เด็กก็เป็นได้ ตายได้ หากมะเร็งจากพันธุกรรมก็ว่าไป แต่ส่วนใหญ่หามาใส่ตัวเอง จากความประมาทของชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต ..ไม่อยากบันทึกเรื่องสุขภาพเพราะยาว แต่ภาพสะท้อนอันหนึ่งคือ เรามีคนที่รู้จัก คนที่สนิท และไม่สนิท เจ็บป่วย และตายไปเพราะโรคนี้มากมาย ทุกๆปี มันเป็นโรคที่หลายครั้งหลายคน ไม่รู้ล่วงหน้า มาถึงก็ระยะสุดท้ายแล้ว หากโชคดีก็ยังมีเวลาจัดการชีวิตที่เหลือได้ หากโชคร้ายรู้แล้วก็หมดแรงนอนกับที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เป็นจริงที่พระพุทธองค์เคยสอนไว้คือ "จงดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด" ดังนั้นอย่าประมาทกับชีวิต ใช้เวลาให้เหมือนกับว่าหากพรุ่งนี้จะต้องตาย วันนี้เราได้สร้างสะสมความดี คุ้มกับที่ได้เกิดมาเป็นคน สำหรับโลกนี้และภพหน้าหรือยัง

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

3 Feb: สำนึกดี สำนึกคน


ในช่วงนี้คงไม่มีข้อเตือนตนใด จะเหมาะเท่าข้อความข้างต้นนี้ สำนึกดี สำนึกคน

วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงศพคุณสุทิน ธราทิน คนดีของแผ่นดิน คนที่ไม่มีวันตายไนประวัติศาสตร์ไทยอีกคนหนึ่ง ขอวิญญาณสู่สุคติ
เช้ารีบตื่น ไปตักบาตรให้ yiching พระอาจารย์เมตตาฝากให้เอาขนมมาตักบาตรให้เธอด้วย อุทิศบุญที่เราทำมาให้เธอด้วยให้ไปสบายในภพภูมิที่ดี เพราะ yiching เป็นหมาที่ดีมาก (เมื่อมีเวลาจะเขียนเรื่องของเธอ) เรายังเศร้าลึกๆอยู่

วันนี้ที่มหาวิทยาลัยไม่มีการเรียนการสอนเพราะใช้ห้องเป็นห้องสอบหมด เรานัดนศ.มาสอบและสอน เพราะห้องวิทย์ไม่ใช้สอบ

ทำปฎิบัติการมลพิษทางเสียง.....
Yiching  (ตัวใหญ่คือโปเต้ ) อันเป็นมิตรแท้ หลับให้สบาย

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

2 Feb: ไม่ไปเลือกตั้ง


เช้านี้ตื่นสาย สงสัยเมื่อวานเดินทางเหนื่อยไปหน่อย แย่จังไปตักบาตรไม่ทัน วันนี้เป็นคุณแจ๋ส จัดการทิ้งของในบ้านได้อีก 2 ถุงใหญ่ ย้ายของเพื่อหาที่วางหนังสือ ทั้งบ้านไม่มีของอะไรเหมือนบ้านอื่นๆ บ้านเรามีแต่หนังสือจนเต็มไปหมด คงต้องหาห้องเก็บหนังสือเพิ่ม..

ทำจนบ่าย เหนื่อยนั่งพัก เลยทำงานได้ไม่มากนัก วันนี้ไม่ไปเลือกตั้ง นั่งติดตามข่าวอย่างเดียว และก็ใช้เวลาที่มีค่านั่งหาเห็บให้คุณหมาๆ..

ฟังอ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ร่ายบทกวีคู่กับเสียงขลุ่ยของอ.ธนิส  แล้วชอบมาก




วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

1 Feb :ความเงียบที่วุ่นวาย



 1 เดือนของปีใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปีใหม่จีน วันตรุษจีนก็ผ่านไปอีก เมื่อไหร่ที่ถึงปีใหม่ไทยก็หมายความว่าผ่านไป 1/3 ของปีอีก นี่ก็ตรงกับที่เขาว่าไว้ “time and tide wait for no man” มองตัวเองแล้วรู้สึกว่าเริ่มปีใหม่ยังไม่มีอะไรที่ทำเป็นชิ้นอันเลย วา!

หยุดไปตรุษจีน (30-31 jan)เสียเกือบสามวัน  ตอนแรกก็ตั้งใจว่าหากมีเวลาก็จะไปร่วมเดิน แต่เวลาที่มีมันหมดไปกับการเดินทาง ขนาดหลบลงเรือแล้ว เรือก็แน่นมากๆๆ  จึงใช้เวลาแต่ละท่าเรือนานในการรอขึ้นลง 

ไปครั้งนี้ใช้เวลาอยู่บน BTS นานมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆอย่างของยุคสมัยและความทันสมัยของเทคโนโลยี เราอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับการเดินทางสาธารณะมากนักและก็ไม่บ่อยที่จะอยู่ในกลุ่มคนหมู่มากแบบยานพาหนะสาธารณะ ดังนั้นสำหรับคนที่เดินทางบ่อยอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด แต่เราเหมือนบ้านนอกที่เคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ โดยทิ้งช่วงเวลาทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงและทำให้คิด ...ตั้งแต่ครั้งที่ไปสิงค์โปรเมื่อต้นเดือนที่แล้วต่างจากที่เคยไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่ไช่ในแง่การเจริญทางวัตถุซึ่งเป็นอะไรที่แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเปลี่ยนทั่วโลก แต่ที่เห็นครั้งที่แล้วกับครั้งนี้ในกระเทศไทย นอกจากที่เราเห็นมีคนบอกไว้ว่าเด็กรุ่นนี้เป็นรุ่นก้มหน้า สำหรับเรารู้สึกว่าเป็นรุ่นแห่ง”ความเงียบที่วุ่นวาย (confused silence) “ เพราะไม่ว่าจะขึ้นรถ ลงเรือ ยืนที่ใดที่หนึ่ง ไม่มีเสียงหัวเราะกัน ไม่มีเสียงพูดคุย กระทั่งเสียงกระซิบ ไม่มีการมองหน้าสนใจกัน โลกเป็นส่วนตัวมากขึ้นจนรู้สึกได้ว่าที่เห็นเป็นร่างที่เดินได้ แต่จิตใจความรู้สึกอยู่อีกที่ .........เพราะตอนนี้เมื่อไปไหนก็เห็นเกือบทุกคนก้มหน้ากดมือถือ  ไอแพด  แทปเลต แล้วแต่จะมีกันขนาดยืนมือหนึ่งโหนรถ อีกมือยังกดได้ ใจของทุกคนหลุดออกไปอีกโลก เสียงเงียบทั้งตู้ขบวน แต่เป็นเงียบที่ง่วนวุ่นวาย จิตไม่ว่าง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม  ปกติจำได้ว่าในรถจะมีเสียงคุยของกลุ่มคนที่ขึ้นรถ เรือ แล้วจะ มีเสียงหัวเราะ  พูดคุยเล่าเรื่องแต่ตอนนี้มีแต่ร่างที่เดินขึ้นลง ทุกคนคุยกับเครื่อง หัวเราะกับเครื่องโดยใช้สัญลักษณ์บ้าง สติกเกอร์บ้าง อิโมจิที่มีทุกอารมณ์ กระทั่ง 555 ก็รู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เห็นนักเพราะรู้สึกว่าโลกกำลังก้าวไปสู่ความกระด้างมากยิ่งขึ้น อนาคตเราจะคล้ายๆหุ่นยนต์ จนกลายเป็น “มนุษย์ยนต์” ไปในที่สุด บางบ้านพ่อแม่ลูก สามี ภรรยา line คุยกันในบ้าน ปากไม่ต้องขยับ สังคมยุคใช้นิ้วคุยกัน...ค่อยบันทึกเรื่องนี้ต่อเพราะวันนี้ง่วง เพิ่งเดินทางกลับ คนค่อนข้างมาก  กลับมาก็ให้พลขับพาไปวัดก่อน ไปกราบพระอาจารย์รายงานตัว และเราตั้งใจไปทักทาย Yiching ที่หลุมของเธอ แล้วพรุ่งนี้จะบันทึก